กระจกตารูปกรวย Keratoconus

กระจกตารูปกรวย เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของกระจกตา คือ กระจกตามีลักษณะบางลงในบริเวณตรงกลาง ทำให้กระจกตาตรงกลางยื่นออกมาข้างหน้าเป็นรูปกรวย หรือ ย้วย หรือโปน หรือโป่งพอง หรือเบี้ยว อันเป็นที่มาของชื่อต่างๆนั่นเอง โดยที่ไม่พบมีการอักเสบหรือติดเชื้ออะไรทั้งสิ้น

พบกระจกตารูปกรวยได้ 4 – 600 คน ต่อประชากร 100,000 คน โดยมักจะเริ่มมีอาการในวัยรุ่นอายุประมาณ 13 – 14 ปี และมีการดำเนินโรคไปเรื่อยๆจนถึงประมาณ 10 – 20 ปี กระ จกตาจึงคงตัวหยุดการเปลี่ยนแปลง

สาเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดกระจกตารูปกรวย ยังไม่ทราบ แต่พบว่า กระจกตารูปกรวย พบในหญิงมากกว่าในชาย ในอัตราส่วน 2 : 1 ในหญิงระหว่างตั้งครรภ์ จะมีการดำเนินโรครุนแรงชัดเจนมาก จึงเชื่อว่าฮอร์โมนเพศหญิงน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะนี้ ส่วนในด้านกรรมพันธุ์ ยังไม่แน่ชัด แต่พบว่า มีประวัติทางกรรมพันธุ์ในผู้ป่วยได้ประมาณ 20% ของผู้ป่วย ทั้งนี้มักจะพบความผิดปกตินี้ในทั้ง 2 ตา โดยที่ตาหนึ่งมักเป็นมากกว่าอีกตา หรือในระยะ แรกของความผิดปกติ จะพบเกิดกับตาข้างเดียวก่อน ต่อมาจึงเกิดความผิดปกติที่ตาอีกข้างตามมา

กระจกตารูปกรวยมีกลไกการเกิดอย่างไร?

จากการศึกษากลไกการเกิดกระจกตารูปกรวยเชื่อว่า น่าเริ่มจากมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่เรียกว่า Basal ในเนื้อเยื่อบุผิวของกระจกตา ตามด้วยการฉีกขาดของเนื้อเยื่อกระจกตาชั้นที่เรียกว่า Bowman เนื้อเยื่อบุผิวกระจกตาจึงบางลงตัว และสารคอลลาเจน (Collagen) ในชั้นกลางของกระจกตามีการเรียงตัวที่ผิดไป ไม่สม่ำเสมอ นานเข้าเนื้อเยื่อชั้นที่อยู่ลึกคือชั้น Descemet มีการฉีกขาด ตามด้วยแผลเป็นที่เห็นได้ชัด (กระจกตาเป็นฝ้าขาว) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ ส่งผลให้กระจกตาบางลง จึงยื่นปูดออกมาข้างหน้า ทำให้เกิดภาวะตาสั้น – สายตาเอียงมากขึ้นๆตามความรุนแรงของกระจกตาที่ผิดปกติไป บางรายถ้ามีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อชั้น Descemet กระจกตาจะบวมน้ำทันที เรียกว่าเกิด Acute hydrop ซึ่งลักษณะอาการกระจกตาบวมน้ำนี้จะคล้ายกับอาการในผู้ป่วยโรคต้อหินเฉียบพลัน แต่ต่างกันที่ อาการจากกระจกตารูปกรวยบวมน้ำจะพบในคนอายุน้อยและมีความดันลูกตาไม่สูง

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดกระจกตารูปกรวย?

มีการศึกษาที่ตั้งข้อสังเกตว่า กระจกตารูปกรวยมักพบร่วมกับ

  • 1
    ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะภูมิแพ้ที่มีอาการคันตา ชอบขยี้ตาบ่อยๆ จนจักษุแพทย์บางท่านเชื่อว่า การขยี้ตาอาจก่อให้กระจกตามีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้
  • 2
    ผู้ป่วย กลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome)
  • 3
    ผู้ป่วยโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันผิดปกติ (เป็นโรคที่พบได้น้อยมาก) เพราะมีความผิดปกติของการเรียงตัวของสารคอลลาเจนเช่นเดียวกัน เช่น Ehlers Danlos, Osteogenic imperfecta เป็นต้น
  • 4
    โรคแต่กำเนิดบางโรค (เป็นโรคที่พบได้น้อย) เช่น Crouzon, Leber’s เป็นต้น

กระจกตารูปกรวยมีอาการอย่างไร?

อาการที่พบได้จากภาวะกระจกตารูปกรวย คือ เด็กวัยรุ่นที่มีสายตามัวลงๆ ร่วมกับเห็นภาพบิดเบี้ยว บางรายมีอาการเคืองตาแสบตา สู้แสงไม่ได้ มีสายตาสั้นและเอียงค่อนข้างมาก

แพทย์วินิจฉัยภาวะกระจกตารูปกรวยอย่างไร?

พบความผิดปกติของกระจกตา บางตรงกลางและโค้งมากบริเวณตรงกลาง เห็นได้ชัดในการตรวจด้วย Corneal topography
ควรสงสัยภาวะนี้หากพบตาเอียงแบบไม่เป็นระเบียบ (irregular astigmatism) ร่วมกับกระจกตาตรงกลางค่อนมาด้านล่างมีความโค้งผิดปกติ

รักษากระจกตารูปกรวยอย่างไร?
แนวทางการรักษากระจกตารูปกรวย คือ

  • 1
    ใส่แว่นตาแก้ไข สายตาสั้น – สายตาเอียง โดยทั่วไปมักใช้ได้ในช่วงระยะแรกๆของโรคที่กระจกตายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก
  • 2
    ใส่คอนแทคเลนส์เมื่อสายตาเอียงมากขึ้นจนใส่แว่นไม่ได้ผล ซึ่งการใช้คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งจะช่วยแก้ไขสายตาได้ในระดับหนึ่ง
  • 3
    การผ่าตัด เป็นที่ทราบกันดีว่า หากโรคเป็นรุนแรงขึ้น การรักษาจะลงเอยด้วยการเปลี่ยนกระจกตา (Keratoplasty) โดยบางรายงานพบว่าประมาณ 21% ของผู้ป่วยต้องลงเอยด้วยการเปลี่ยนกระจกตา และมีถึง 53% ต้องทำการเปลี่ยนกระจกตาครั้งที่ 2 และมี 33% ต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาครั้งที่ 3 ปัจจุบันจึงมีการพยายามหาวิธีรักษาเพื่อยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของกระจกตา ทำให้ลดความจำเป็นในการเปลี่ยนกระจกตาลง ได้แก่
  • การผ่าตัดที่เรียกว่า Intracorneal ring implant (ICR) โดยการสอดวัสดุวงแหวนเข้าไปในเนื้อกระจกตา เพื่อเป็นการบังคับไม่ให้กระจกตาโป่งออก
  • อีกวิธีที่กำลังฮือฮาในต่างประเทศในปัจจุบัน คือ วิธี Corneal collagen cross link (เรียกกันว่า CXL) เป็นการแช่กระจกตาด้วยสาร Ribroflavin แล้วตามด้วยการยิงกระจกตาด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงในเนื้อกระจกตา
  • ล่าสุดมีการรักษาโดยวิธีผสมผสานระหว่าง ICR และ CXL ซึ่งคงต้องรอผลการรักษาในระยะยาวต่อไป

กระจกตารูปกรวยมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

เนื่องจากเป็นโรคไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด การพยากรณ์โรคของกระจกตารูปกรวยจึงแตก ต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งแพทย์มักพยากรณ์ไม่ได้ โดยในบางคน โรคจะคืบหน้า (Disease progression) รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บางคนโรคจะหยุดคืบหน้าไม่รุนแรงขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงของกระจกตาจะหยุดเพียงเท่าที่ตรวจพบตั้งแต่แรก แต่โดยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงของกระจกตามักจะพบเกิดได้ตลอดเวลาจนประมาณ 10-20 ปีหลังการเกิดอาการ กระจกตาจึงจะหยุดเปลี่ยนแปลง และความผิดปกติจะคงที่หลังจากนั้น ทั้งนี้ เมื่อพบภาวะกระจกตารูปกรวยเกิดในเด็กอายุยิ่งน้อย ความรุนแรงของโรคยิ่งสูง (การพยากรณ์โรคไม่ค่อยดี) สูงกว่าคนที่เกิดภาวะนี้เมื่อโตแล้ว

ด้วยเหตุที่การพยากรณ์โรคไม่แน่นอนนี่เอง ผู้ป่วยกระจกตารูปกรวย จึงจำเป็นต้องพบจักษุแพทย์ตามนัดเสมอ เพื่อตรวจติดตามความคืบหน้าของโรค เพื่อแพทย์จะได้ให้การรักษาแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆที่มีการคืบหน้าเปลี่ยนแปลงของกระจกตา

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ากระจกตาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร การได้รับการรักษาดูแลจากจักษุแพทย์ จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ตาได้เป็นปกติหรือเกือบปกติ ภาวะนี้ในผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งผลกระทบมากมายต่อการดำรงชีวิต เพียงแต่ต้องพบจักษุแพทย์สม่ำเสมอตามนัดเท่านั้น เพื่อการปรับเปลี่ยนแว่นตา และ/หรือคอนแทคเลนส์ให้เหมาะสมกับพยาธิสภาพของกระจกตา

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองก่อนที่จะวินิจฉัยได้ว่า มีภาวะกระจกตารูปกรวย คือ การรีบพบจักษุแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีปัญหาในการมองเห็นภาพ เพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุ เพื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุ

ส่วนเมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า มีภาวะกระจกตารูปกรวย การดูแลตนเอง คือ

การดูแลตนเองก่อนที่จะวินิจฉัยได้ว่า มีภาวะกระจกตารูปกรวย คือ การรีบพบจักษุแพทย์ตั้งแต่แรกเริ่มมีปัญหาในการมองเห็นภาพ เพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุ เพื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุ

ส่วนเมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า มีภาวะกระจกตารูปกรวย การดูแลตนเอง คือ

  • ปฏิบัติตามจักษุแพทย์แนะนำ
  • พบจักษุแพทย์สม่ำเสมอตามนัด เพื่อการปรับเปลี่ยนแว่นตา และ/หรือ คอนแทคเลนส์ให้เหมาะสมกับพยาธิสภาพของกระจกตา
  • ควรมีทั้งแว่นตา (เพื่อใช้สลับกับคอนแทคเลนส์ เพื่อช่วยลดการกดเบียดของคอนแทคเลนส์ต่อกระจกตา) และทั้งคอนแทคเลนส์ (เพราะจะกระชับกับกระจกตาช่วย ในการเห็นภาพได้ดีกว่าแว่นตา)
  • check
    ไม่ขยี้ตา เพราะอาจเป็นสาเหตุให้กระจกตาผิดรูปได้มากขึ้น และ/หรือเพิ่มโอกาสติดเชื้อของตารวมทั้งของกระจกตาจากมือที่ไม่สะอาด ซึ่งถ้าเคือง/คันตา อาจใช้วิธีหลับตาแล้วตบเบาๆบนเปลือกตาตำแหน่งที่คัน และ/หรือประคบส่วนนั้นด้วยน้ำเย็นสะอาด
  • check
    สังเกตการมองเห็นภาพเสมอ เมื่อผิดปกติไปจากเดิม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับตา (เช่นตาแดง เคืองตามาก) ควรรีบพบจักษุแพทย์ก่อนนัด

ป้องกันกระจกตารูปกรวยได้อย่างไร?

การป้องกันกระจกตารูปกรวย เมื่อดูจากสาเหตุ (ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ สาเหตุ และปัจจัยเสี่ยง) แล้ว การป้องกัน 100% เป็นไปไม่ได้ แต่ที่พอช่วยได้คือ

  • การป้องกันโรคภูมิแพ้ และเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้ต้องควบคุมโรคให้ได้
  • พยายามไม่ขยี้ตา โดยเฉพาะเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้ที่มีอาการคันตา
Advanced Lasik Center Support
 

ศูนย์เลสิคโรงพยาบาลวิภาวดี (Advanced Lasik Center) ยินดีให้คำปรึกษา - 51/3 ชั้น 3 อาคาร 4 โรงพยาบาลวิภาวดี ถ. งามวงศ์วาน, แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 เวลาทำการ วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 8.00 – 20.00 น. วันอาทิตย์ เวลา 8.00 – 16.00 น. โทรศัพท์ : 02-941-2890, 02-941-2891, 02-941-2892, 02-941-2893 โทรสาร : +66-2941-2894







close

ทำเลสิกกับแพทย์เฉพาะทาง รพ วิภาวดี


ราคาโปร 49,000บ. รับ 30 คนเท่านั้น จองด่วนก่อนพลาดโอกาส

ปัญหาดวงตา
  • check-square-o
    จ่ายเต็ม 49000, ผ่อน 53000 0% 10 เดือน
  • check-square-o
    คณะจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกระจกตาโดยตรง
  • check-square-o
    ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสากล ISO, HA และ JCI